1.ลูกโป่งของฉัน
ในงานสัมมนาแห่งหนึ่ง มีผู้เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 200 คน วิทยากรได้แจกลูกโป่งที่เป่าแล้วให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาคนละ 1 ใบ และให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเขียนชื่อ-นามสกุล ของตัวเองลงบนลูกโป่งนั้นแล้วให้ไปโยนลูกโป่งไว้อีกห้องหนึ่ง เมื่อทุกคนทำครบแล้ว วิทยากรก็บอกให้เวลา 10 นาที ทุกคนต้องไปหาลูกโป่งของตัวเองกลับมา หลังจากนั้นเหตุการณ์จราจลก็เกิดขึ้น ทุกคนต่างมุ่งมั่นที่จะตามหาลูกโป่งของตัวเอง เหยียบลูกโป่งของคนอื่นบ้าง ทั้งดึง ทั้งดัน กระทบกระทั้ง ล้มลุกคลุกคลาน
เมื่อครบเวลาวิทยากรก็ประกาศให้หยุด พบว่าไม่มีใครค้นหาลูกโป่งของตัวเองเจอเลย วิทยากรจึงประกาศว่า ให้ทุกคนหยิบลูกโป่งที่อยู่ใกล้ตัวเองมาคนละ 1 ลูก แล้วเริ่มให้คนแรก มาอ่านชื่อบนลูกโป่งเพื่อเรียกหาเจ้าของ เมื่อผู้เป็นเจ้าของมารับ ก็ประกาศชื่อบนลูกโป่งของตนเองต่อ ทำแบบนี้วนไปจนครบ ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ทุกคนก็ได้ลูกโป่งของตนเองกลับมา
วิทยากรได้สรุปกิจกรรมนี้ว่า ปัจจุบันสังคมเราเป็นอย่างนี้ ทุกคนต่างมุ่งหาความสุข (ลูกโป่ง) ของตัวเอง โดยไม่สนใจคนอื่น ไม่เอื้ออาทร ไม่แคร์แม้ต้องเหยียบย่ำความสุขของคนอื่น แต่เมื่อใดที่ทุกคนมอบความสุข (ลูกโป่ง) ให้กับเพื่อนร่วมสังคมที่ละคน ทุกคนจะได้ความสุขเท่า ๆ กัน ไม่ตกหล่นแม้แต่คนเดียว
Cradit : FB Piyachart Worakitkrankul

2. โหลใส่สิ่งสำคัญของชีวิต
ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง อาจารย์ได้เข้ามาในห้องที่มีนักเรียนอยู่เต็มห้อง และเริ่มต้นสอนบทเรียนที่สำคัญที่สุดบทเรียนหนึ่ง เขาหยิบขวดโหลเปล่าขึ้นมาแล้วใส่ลูกปิงปองลงไปจนเต็ม แล้วถามนักเรียนว่า เต็มหรือยัง
นักเรียน: เต็มแล้ว
ต่อมาเขาจึงหยิบก้อนหินก้อนเล็ก ๆ มาเทลงไปอีกที ก้อนหินก็ตกลงไปแทรกตัวอยู่ระหว่างลูกปิงปอง และได้ถามนักเรียนอีกว่าเต็มหรือยัง
นักเรียน : เต็มแล้ว
ต่อมาอาจารย์ก็ได้เททรายเพิ่มลงไปในขวดโหลอีกที ทรายที่มีขนาดเล็กและละเอียดมาได้แทรกตัวเข้าไปอยู่ในช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างก้อนหินและลูกปิงปองอย่างง่ายดาย และถามต่อว่าเต็มหรือยัง
นักเรียน : เต็มแล้ว
แต่ยังไม่พออาจารย์ได้เทเบียร์ลงไปในโหล ซึ่งน้ำเบียร์ก็ซึมทรายและลงไปอยู่ในขวดโหลจนเต็ม และเริ่มสอนว่า ผมอยากให้พวกคุณจำเรื่องนี้เอาไว้ว่า
ลูกปิงปอง เปรียบเสมือน สิ่งสำคัญของชีวิต เช่น ครอบครัว เพื่อนฝูง สุขภาพและความฝัน
ก้อนหิน เปรียบเสมือน สิ่งที่สำคัญรองลงมา เช่น บ้าน รถ อาชีพการงาน และรถ
ทราย เปรียบเสมือน สิ่งที่ไม่ค่อยสำคัญ เล็ก ๆน้อยๆ
เบียร์ ความสนุก ผ่อนคลาย ถ้าคุณใส่ทรายลงไปในขวดโหลก่อนจนเต็ม คุณจะไม่เหลือพื้นที่สำหรับลูกปิงปอง หรือก้อนหิน ซึ่งมันก็เหมือนชีวิตคุณ ถ้าคุณใช้เวลาและพลังงานทั้งหมดไปกับสิ่งไม่สำคัญเล็กๆ น้อยๆ คุณจะไม่มีเวลาเหลือพอสำหรับสิ่งที่สำคัญ ที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ คุณควรใส่ลูกปิงปองลงไปก่อน เริ่มทำสิ่งที่สำคัญในชีวิตก่อน และสุดท้ายไม่ว่าชีวิตเราจะเต็มแค่ไหน เราก็ยังมีที่ว่างสำหรับเบียร์สองสามขวดเสมอ (หมายถึงว่าเราต้องมีช่องว่างให้กับความสนุกและผ่อนคลายให้กับชีวิตเสมอ)
Credit: postnoname.com
3.โง่แต่ขยันให้เอาไปประหาร
เรื่องนี้มาจากเรื่องสามก๊ก ขงจื๊อ เคยกล่าวไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนว่า...คนฉลาดและขยัน ควรส่งเสริมให้เป็นแม่ทัพ,คนฉลาดและขี้เกียจ ควรเลี้ยงไว้เป็นทหารฝ่ายเสนาธิการวางแผนอยู่เบื้องหลัง,คนโง่และขี้เกียจเก็บไว้ใช้สอยทำงานตามคำสั่งก็พอไหว,แต่ถ้าเจอคนโง่และขยัน ต้องเอาไปตัดหัวทิ้งทันที 😅😅 เพราะจะทำให้งานเสีย และก่อความเดือดร้อนไม่รู้จบ
คุณภาพของคน แบ่งออกได้ 4 ประเภท คือ
1. ประเภทฉลาดและขยัน เจอประเภทนี้ให้เลี้ยงไว้ ถ้าส่งเสริมให้ดีแล้วต่อไปภายภาคหน้าจะได้เป็นเจ้าคนนายคน เป็นหัวหน้าหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ ใช้เป็นแม่ทัพได้
2. ประเภทฉลาดแต่ชี้เกียจ ให้ทำงานในเรื่องที่เกี่ยวกับหัวคิด หรือวางแผน จะเหมะที่สุด ถ้าเป็นทหารก็ให้เป็นทหารฝ่ายเสนาธิกาi
3. ประเภทโง่และขี้เกียจ เจอลูกน้องประเภทนี้ต้องคอยจับตาดูและคอยแนะน้ำให้ทำตามเท่านั้น ปล่อยให้ทำเองไม่ได้ ถ้าเป็นทหารก็เป็นได้แค่พลทหาร มีหน้าที่คอยปฎิบัติตามคำสั่ง
4. ประเภทโง่แต่ขยัน พวกนี้เป็นพวกที่ มี "อันตราย" ไม่ว่าจะให้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใด ก็ก่อความวุ่นวายเดือนร้อนได้ง่าย พวกที่จัดอยู่ในประเภทนี้ เลี้ยงไว้ไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อหน่วยงานหรือสังคม ควรกำจัดทิ้ง อย่าขยันทำแต่เรื่องโง่ๆ😂😂 เดี๋ยวโดนจับไปประหารนะคะ
credit: winnews.tv
4. หากำไรให้ได้มากที่สุดจากเงินทุน 5 USD
Tina Seelig อาจารย์สอนวิชานวัตกรรมสร้างสรรค์ Stanford University ได้ให้โจทย์ทางธุรกิจ กับนักศึกษาว่า “สมมติคุณมีเงินเริ่มธุรกิจได้แค่ 5 เหรียญ คุณจะทำยังไงให้ได้ กำไรกลับมาสูงสุด?”
นักศึกษาถูกแบ่งเป็น 4 ทีม แต่ละทีมมีเวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์ในการคิดหาวิธี และ 2 ชั่วโมงสำหรับภาคปฏิบัติ ในการทำเงินให้เพิ่มขึ้นได้มากที่สุด แล้วให้มารายงานหน้าชั้น เรียนเป็นเวลา 3 นาที
กลุ่มที่ 1 เอาเงินไปซื้อมะนาว น้ำตาล และมาทำน้ำมะนาวขาย หน้ามหาวิทยาลัย
กลุ่มที่ 2 ไปรับจ้างเติมลมยางรถจักรยานหน้ามหาวิทยาลัย คิดเงินคันละ 1 เหรียญ จนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่า ถ้าขอเป็นเงิน บริจาคจะได้เยอะกว่า เลยเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคแทน
กลุ่มที่ 3 พวกเขาตัดสินใจเลือกทำงานในคืนวันศุกร์ โดยให้เพื่อนผู้ชายขับรถพาสาว ๆ ไปทิ้งไว้หน้าร้านอาหารที่คนแน่น แล้วให้ไปจองคิวตามร้านอร่อยที่ลูกค้าต้องยืนรอกันเกือบชั่วโมง พอได้คิวแล้วก็เอาคิวไปขายให้ลูกค้าคนอื่นที่เพิ่งมา คิดเงินคิวละ 20 เหรียญ กลุ่มนี้หาเงินได้หลายร้อยเหรียญในเวลา 2 ชั่วโมง.....Wow และ
กลุ่มที่ 4 แน่นอนว่าคือกลุ่มที่ชนะเลิศในครั้งนี้ พวกเขาสามารถหาเงินได้มากถึง 650 โดยไม่ได้ใช้เงิน 5 เหรียญนั้นเป็นเงินทุนเลยเลย วิธีก็คือพวกเขาประชุมกัน ทุกคนในกลุ่มโหวตว่า พวกเขาจะขายเวลา โดยทุกคนสรุปว่า ต้นทุนที่ดีที่สุดที่พวกเขามีไม่ใช่เงิน 5 เหรียญ แต่เป็นเวลา 3 นาทีในการนำเสนอต่างหาก พวกเขาจึงหาบริษัทที่ต้องการขายสินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่น หรือนักศึกษา แล้วก็ได้ขาย เวลา 3 นาทีให้กับบริษัทเพื่อเข้ามาโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเองในคาบที่เขาต้องพรีเซ็นส่งงาน และทางบริษัทก็ได้จ่ายเงิน 650 เหรียญ สำหรับเวลา 3 นาทีที่มีค่าให้กับทีมนักศึกษาที่ขายเวลาให้ Wowwwwwwww
เห็นแล้วใช่ไหมค่ะว่า การคิดนอกกรอบ เป็นปัจจัยที่สำคัญมากจริงๆ
Credit: gogoamerica, Via:Wegointer.com
5. คาถาชีวิต
...เวลาลูกทำอะไรให้คุณโมโห ให้ท่องคาถาบทนี้
"ลูกกู ลูกกู ลูกกู เหมือนกู เหมือนกู เหมือนกู"
เวลาคู่ชีวิตทำอะไรให้คุณโมโห ให้ท่องคาถาบทนี้
"กูเลือกเอง กูเลือกเอง กูเลือกเอง ตาบอดเอง ตาบอดเอง ตาบอดเอง"
เวลาเพื่อนทำอะไรให้คุณโมโห ให้ท่องคาถาบทนี้
"กูคบเอง กูคบเอง กูคบเอง สมน้ำหน้ามึง สมน้ำหน้ามึง สมน้ำหน้ามึง"
เวลาเจ้านายทำอะไรให้คุณโมโห ให้ท่องคาถาบทนี้
"เงินเดือนกู เงินเดือนกู เงินเดือนกู "
ภาพโดย 99mimimi จาก Pixabay



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น