ทำไมสร้างวัดใหญ่โตแต่สมเด็จพระพุฒาจารย์โตบอกได้บุญแค่ 1 สลึง??



          “ยายฟักขายข้าวขายแกง ยายแฟงขาย ...ห… ยายมีขายเหล้า” ย้อนไปเมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 มีหัวหน้าสำนักนางโลมชื่อ ยายแฟง หรือสมัยนี้ก็เรียกกันว่าแม่เล้านั้นแหละค่ะ คือ เมื่อหญิงโสเภณีขายตัวได้มา 25 สตางค์ ยายแฟงก็จะหักไว้ 5 สตางค์ ยายแฟงแกก็จะเก็บสะสมเงินไว้ จนได้ ประมาณ 2,000 บาท ก็เอาเงินทั้งหมดไปสร้างวัด เพื่อต้องการให้สะดุดสายพระเนตรพระกรรณของพระเจ้าแผ่นดินกับเขาบ้าง ซึ่งสมัยก่อนคนมีเงินนิยมสร้างวัด โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนาอย่างมาก กล่าวกันว่าใครสร้างวัดก็ถือเป็นคนโปรดประจำรัชกาล พวกขุนนางจึงสร้างวัดกันมาก คุณยายแฟงเป็นคนใจบุญสุนทานอยู่แล้ว จึงได้ร่วมกับหญิงงามเมืองในสำนักสร้างวัดขึ้นที่ตรอกวัดโคก ใน พ.ศ.2376 เรียกกันว่า “วัดใหม่ยายแฟง” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ลูกหลานของยายแฟงได้บูรณะวัดขึ้นใหม่ แล้วทูลขอพระราชทานนาม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า “วัดคณิกาผล”

 


แต่เรื่องมันก็มีอยู่ว่า เมื่อคุณยายสร้างวัดเสร็จแล้ว ก็ได้ทูลขอพระราชทานนามของวัดนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดพระราชทานนามว่า " วัดคณิกาผล " อันแปลตรง ๆ ก็คือ วัดที่เป็นผลได้มาจากหญิงโสเภณี เพราะรายได้หลักของคุณยายแฟงนั้นก็คือได้จากการเป็นแม่เล้านั้นเองค่ะ เมื่อถึงวันสมโภชวัด คุณยายแฟงก็ไปนิมนต์ ท่านมหาโต (สมเด็จพุฒาจารย์โต พฺรหฺมรังสี ) ซึ่งสมัยนั้นท่านยังไม่มีสมณศักดิ์ ให้มาเทศน์ฉลอง โดยมีความปรารถนาจะให้ท่านได้สรรเสริญผลบุญของตนต่อหน้าชุมชน ก็คล้าย ๆ คุณยายถูกมองว่าทำความดีเพื่อเอาหน้า ซึ่งจริง ๆ แล้วผู้เขียนมองว่า ไม่ว่าจะสมัยไหน คนส่วนใหญ่ทำอะไรก็ต้องหวังผลไม่ว่าจะผลทางธุรกิจหรืออยากได้ผลบุญใช่ไหมคะ

พระมหาโตเทศน์ว่าเจ้าภาพคิดเพื่อเหตุเช่นนี้ ทำด้วยผลทุนรอนอย่างนี้ย่อมได้อานิสงส์สลึงเฟื้อง แล้วก็เล่านิทานเปรียบเทียบว่า เช่นเดียวกับ ตากับยายคู่หนึ่งได้ฝังเงินเฟื้องไว้ที่ศิลารองหน้าบันได ตาก็บอกว่า เงินสลึงเฟื้องของตาที่ฝั่งดินอยู่ได้หนีมุดดินไปเข้าคลังของเศรษฐี เงินเฟื้องของแก หนีไปติดอยู่กับเงินก้อนใหญ่ของเศรษฐี ตาจึงขุดตามรอยที่เงินหนีไปเข้าไปจนถึงบ้านเศรษฐี เศรษฐีจึงห้ามมิให้ขุด ตาก็จะขุดให้ได้ อ้างว่าจะขุดตามอ้ายน้อยไปหาอ้ายใหญ่ เศรษฐีจึงถามว่า อ้ายน้อยคืออะไร ตาก็บอกว่า อ้ายน้อยคือเงินที่เทวดาให้ผมสลึงเฟื้อง เศรษฐีมั่นใจว่า เงินในคลังมีแต่ก้อนใหญ่ ๆ ทั้งนั้น เงินย่อยหามีไม่ คือในคลังไม่มีเงินเฟื้องหลอก จึงท้าตาว่า ถ้าขุดตามได้เงินสลึงเฟื้อง เราจะทำขวัญให้ตาหนักเท่าตัว ถ้าขุดตามไม่ได้จะเอาเรื่องกลับฐานเป็นคนร้ายบุกรุก ตาก็ยินยอมเลยขุดต่อไปได้พบเงินสลึงเฟื้อง คลานเข้าไปกอดกับเงินก้อนใหญ่ของเศรษฐีอยู่ เศรษฐีก็ยอมให้ตาปรับตามที่ตกลงกันไว้ ครั้นพอเอาตัวตาขึ้นตราชั่ง น้ำหนักของตากลับชั่งได้แค่เพียง 1 สลึงเฟื้องตามที่เทวดาเคยชั่งให้ ด้วยผลบุญที่ตั้งค่าไว้น้อย ตั้งมูลไว้ผิดฐาน ดังเจ้าของวัดนี้ สร้างลงไปจนแล้วเป็นการดี แต่ฐานตั้งไม่ถูกบุญใหญ่ ผลจึงใหญ่ไปไม่ได้ คงได้สลึงเฟื้องของเศษบุญเท่านั้น

เมื่อคุณยายฟังก็รู้สึกขัดใจโกรธจัดจนหน้าแดง แกเกือบจะด่าเสียอีก แต่เกรงจะหมิ่นประมาท คุณยายจึงขึ้นไปเชิญเสด็จทูลกระหม่อมพระมาประทานธรรมบอกอานิสงส์บ้างต่ออีกกัณฑ์ ทูลกระหม่อมทรงแสดงถึงจิตของบุคคลทำกุศลว่า ถ้าทำด้วยจิตผ่องใสไม่ขุ่นมัวจะได้ผลมาก ถ้าทำด้วยจิตขุ่นมัวย่อมได้ผลน้อย ดังเช่น สร้างวัดนี้ด้วยเงินขุ่นมัวทั้งนั้น แต่ท่านมหาโตชักนิทานเรื่องทุคคะตะบุรุษ ที่ทำกุศลเศร้าหมองไว้แต่บุเรชาติ ครั้นมาชาตินี้ได้อัตภาพเป็นมนุษย์เหมือนเขา แต่ยากจนจึงได้ไปอ้อนขอเงินเทวดาที่ต้นไม้ใหญ่ เทวดารำคาญจึงชั่งตัวบุรุษนั้นแล้วให้เงินตามน้ำหนัก ครั้นจะให้น้อยก็จะว่าแกล้งให้ ครั้นจะให้มากก็ไม่เห็นมีบุญคุณควรจะได้มาก เทวดาจึงชั่งตัวให้เขาจะได้สิ้นธุระต่อว่าต่อขาน ชั่งให้ตามน้ำหนักตัว เป็นอันหมดแง่ที่จะต้องค้อนติงต่อว่า เรื่องนี้ในฎีกาพระอภิธรรมพระฎีกาจารย์ท่านแต่งไว้ทำฉากให้พระมหาโตตัดสินบุญรายนี้ ว่าได้ผลแห่งบุญจะอำนวยเพียงเล็กน้อย คือท่าน แบ่งผลบุญเป็น 8 ส่วน คงได้ผลแต่ 3 ส่วน เหมือนเงิน 1 บาท มี 8 เฟื้อง โว่งเว้าหายไปเสีย 5 เฟื้อง คือ 5 ส่วน คงได้แต่ 3 ส่วน นี่ยังดีนักทีเดียว ถ้าเป็นความเห็นของข้าพเจ้าแล้ว คงจะตัดสินให้ได้บุญเพียงสองไพเท่านั้น (1 เฟื้อง มี 4ไพ) ในการสร้างวัดด้วยวิธีคิดในใจไว้แต่เดิมเท่านี้ มีดีเท่านี้ เอวัง ก็มี

มาถึงตรงนี้ผู้อ่านคงต้องคิดว่า อ้าว!!แล้วแบบนี้ จะทำยังไงเสียเงินทำบุญแล้วถึงจะได้บุญจริง ก็ยกเรื่องเล่าอีกเรื่องมาเปรียบเทียบนะคะ เป็นเรื่องเล่าของ ครูบาวงศ์ หรือครูบาชัยยะวงศา ได้เล่าเพื่อเป็นกำลังใจคนที่มีจิตอันเป็นกุศลแต่มีเงินน้อย หรือไม่มีเลยจะได้ไม่ท้อใจ เรื่อง "ทำบุญ สอง สลึง ทำให้แผ่นดินไหว "

ในอดีตกาล ล่วงมาแล้ว สมัยองค์พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนย์อยู่ มีพระยาเจ้าเมือง เมืองหนึ่ง มีใจศรัทธาปรารถนาจะถวายผ้ากฐินเป็นทาน จึงได้ ป่าวประกาศไปทั่ว บ้านเมืองเพื่อเชิญชวนให้ชาวเมืองได้ร่วมทำบุญในครั้งนี้ ข่าวทราบถึง มหาเศรษฐี สองคนผัวเมีย มีเงินทองอยู่ ๘๘ โกฏิ เขาทั้งสองเกิดความศรัทธาปิติยินดี ในกองบุญกฐินนั้น จึงตั้งใจที่จะร่วมถวายทาน ผ้ากฐิน ตกกลางคืนมา สองผัวเมียก็มาคิดว่า ตัวเรานี้ มีข้าวของมากมาย แต่ไม่มีอันใดเลย ที่หามาด้วย น้ำพักน้ำแรงของตน มีแต่ใช้คนอื่นหามา มัน จะ เกิด อานิสงส์แก่เรามากไหมหนอ เมื่อคิดอย่างนั้น ผู้เป็นผัวจึงชวนเมียว่าพรุ่งนี้เช้า เราพากันไปเกี่ยว หญ้ามาขาย เอาเงินที่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง เรา ไป ทำบุญ มันจักได้บุญมาก ผู้เป็นเมียจึงตอบตกลง

พอรุ่งเช้า ก็พากันถือเคียวเที่ยวเกี่ยวหญ้า กลางแดดร้อน ได้ หญ้า มาสามมัด จึงเอามาสาง เอามาล้าง เเล้ว มอบให้คนใช้นำไปขายให้คนเลี้ยงม้า ได้เงินมา 3 สลึง จึงมอบ ให้คนใช้ 1 สลึง ผัวเอา 1 สลึง และให้เมียได้ 1 สลึง

สองคนผัวเมีย ได้เงิน 2 สลึง แล้ว จึงพากันนำเงินนั้นมาชำระล้าง ด้วยน้ำอบน้ำหอม ตั้งจิตอธิษฐานยกเงินขึ้นเหนือหัว แล้วตั้งสัจจะอธิษฐาน ด้วยความปิติยินดี แล้วคิดว่า นี่เเหละ! คือเงินที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา เราจะได้บุญมาก!!

จากนั้น สอง คน ผัวเมีย มหาเศรษฐี จึงเดินทางไปที่บ้านของพระยาเจ้าเมือง พอไปถึงก็เดินเข้าไปในบ้าน ไปหยุดตรงที่เขาตั้งขัน รับบริจาคทานบุญกฐินไว้ เขาจึงพากัน หย่อนเงินลง "แก๊ก แก๊ก " แล้วก็เดินออกไปด้วยความปิติสุข แต่พอพระยาเจ้าเมืองเห็นจึงเดินมาดูในขัน เห็น เงิน อยู่สองสลึง จึงเกิดโทสะโกรธขึ้น เป็นฟืนเป็นไฟ

" ไอ้อี สองคนนี้ มัน เป็น ถึง มหาเศรษฐี มีข้าวของ 88 โกฏิ มาตระหนี่ ดูถูกดูแคลนกู กูตั้งกองบุญกฐิน เอา เงิน มา ร่วม นิดเดียว" จึงหยิบเงินคว้างทิ้งลงพื้น กระเด็นไปตกข้างกำแพง!ท่ามกลางการตื่นตะลึงของคนที่เห็น!!!

พอถึงเวลา พระยาเจ้าเมือง และบริวารชาวบ้านชาวเมืองจึงพากัน แห่ผ้ากฐินเข้าไปสู่อาราม เพื่อ จะ ถวาย พระพุทธเจ้า ครานั้นแผ่นดินไหวสนั่นไปทั่ว ฉับพลันนั้นเองบังเกิดต้นกัลปพฤกษ์งอกขึ้นตรงที่เงินสองสลึงตกอยู่พระยาเจ้าเมืองดีใจว่า "กูนี้ เป็นผู้มีบุญมาก ทำบุญกฐินจนแผ่นดินไหว ต้นไม้กัลปพฤกษ์งอกมาเป็นอัศจรรย์" จึงวิ่งเข้าไปหมายจักหยิบเงินทองข้าวของที่ห้อยอยู่บนกิ่งกัลปพฤกษ์ แต่เข้าไม้ถึงเกิดร้อนขึ้น นัยตาแทบแตก ใครก็เข้าไม่ถึง มีแต่สองคนผัวเมียมหาเศรษฐี เท่านั้นที่เข้าไปได้ และนำต้นกัลปพฤกษ์ มาวางบนฝ่ามือได้พอดีเมื่อนั้น องค์พระพุทธเจ้า จึงได้ตรัสว่า

"เหตุที่แผ่นดินไหว และ ต้นกัลปพฤกษ์ งอกขึ้นนั้น มิใช่ เพราะนาบุญ ของท่านพระยาเจ้าเมือง เป็นเพราะอานิสงส์ของสองคนผัวเมียมหาเศรษฐี นั่นแหละ"

คนเราอย่าได้นับประมาท ดูถูกดูแคลน คนที่เขาทำบุญน้อยนิด เพราะเขาอาจจะแลกด้วยชีวิตถึงจะได้เงินนั้นมาทำบุญ เขาอาจจะได้อานิสงส์มากว่าคนที่มีเงินแสนเงินล้าน อีกก็ได้


บุญนั้นมิได้วัดกันทีค่าของทรัพย์สินเงินทอง
แต่อยู่ที่กำลังแห่งใจ ...



คุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร คอมเม้นท์ให้เรารู้บ้างนะคะ




อ้างอิงข้อมูล:

ชีวิตนี้น้อยนัก วิธีสร้างบุญบารมี: พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่19

ประวัติวัดไทย: https://sites.google.com/site/allthaitemple/wad-khnika-phl-wad-him-yay-faeng

thepeople: https://thepeople.co/granny-fang-benevolent-madam-of-brothel/

thecloud: https://readthecloud.co/wat-khanikaphon







ความคิดเห็น